Monday, February 7, 2011

สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC)


ATPAC (Association of Thai Professionals in America and Canada) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2534 โดยการรวมกลุ่มของ นักวิชาชีพไทยในสาขาต่างๆ ที่ทางานอยู่ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาจานวนหนึ่ง ซึ่งมีความสนใจและปรารถนาที่จะพัฒนาประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตนให้มีความเจริญ ก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรวบรวมกลุ่มนักวิชาชีพไทยในทวีปอเมริกาเหนือเพื่อสร้างเครือข่าย (Network) การทางานร่วมกับหน่วย งานในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยซึ่งกาลังขาดแคลนบุคลากรทางด้านวิท-ยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาต่างๆ ตลอดจนมีความต้องการการถ่ายทอดเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วย เหลือเพื่อการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นความสาคัญที่จะใช้ประโยชน์จากนักวิชาชีพไทยในต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สูงที่สามารถนาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเหลือในการจัดการได้ สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) จดทะเบียนเป็นองค์กรไม่หวังผลกาไรที่มลรัฐเท็กซัส ในปี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ของการตั้งสมาคม ดังนี้

1. เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการ ศึกษา ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทย
2. เพื่อให้มีการติดต่อประสานงานและส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างสมาคม ATPAC กับองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
3. เพื่อให้มีการติดต่อและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก

สมาคม ATPAC ได้แบ่งเขตภูมิภาคออกเป็น 5 เขตพื้นที่ ได้แก่ เขตพื้นที่ทางเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา และพื้นที่เขตประเทศแคนาดา โดยแต่ละพื้นที่จะมีผู้อานวยการเขตภูมิภาค (Regional Director) เป็นคณะกรรมการบริหารสมาคม ทาหน้าที่เป็นผู้ริเริ่ม จัดทา ดูแล และส่งเสริมกิจกรรมของสมาคม รวมทั้งประสานงานกับนายกสมาคมและเขตพื้นที่อื่นๆ ด้วย นายกสมาคม ATPAC และผู้อานวยการเขตภูมิภาคจะมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสมาคม และมีวาระการทางาน เทอมละ 2 ปี ปัจจุบันสมาคม ATPAC มีสมาชิกประกอบด้วยกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย กลุ่มนักวิชาการและนักวิจัยในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศสหรัฐฯ และแคนาดา นักธุรกิจและนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมประมาณ 222 คน และในปีพ.ศ. 2553 เป็นปีที่สมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (Association of Thai Professionals in America and Canada – ATPAC) มีอายุครบรอบปีที่ 20 ของการก่อตั้ง

สรุปมาตรการด้านวิทยาศาสตร์ที่สาคัญหลังการเลือกตั้งกลางวาระ


ถึงแม้ว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาจะอยู่ในช่วงวาระที่เรียกว่า “วาระการประชุมเป็ดง่อย” (Lame-duck Session) หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งกลางปีและเสียที่นั่งส่วนใหญ่ให้กับพรรครีพับลีกัน แต่วุฒิสภาและสภาผู้แทนได้ผ่านกฏหมายที่มีความสาคัญต่อวิสาหกิจด้านเคมี เช่นมาตรการ การลดภาษี การให้อานาจตาม the America Competes Act การยกเครื่องกฏหมายอาหารปลอดภัย และการผลักดันให้หน่วยงานรัฐบาลสามารถดาเนินงานต่อไปได้คล่องตัวขึ้น ถึงแม้ว่าจะได้รับการคัดค้านจากฝ่ายค้านก็ตาม ซึ่งเป็นไปตามที่ประธานาธิดีโอบามาได้เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2010 ว่า กฏหมายจะเป็นสิ่งดีสาหรับคนอเมริกัน เป็นความก้าวหน้าและจะช่วยปกป้องคนชั้นกลาง สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างงาน

ชิ้นแรกคือกฏหมายที่มีผลกระทบต่อวิสาหกิจที่ใช้วิทยา-ศาสตร์คือ การขยายระยะเวลาการลดภาษี (ซึ่งให้สิทธิมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีบุช) ไปจนถึงปี 2010 และขยายไปเป็นการลดภาษีธุรกิจ รวมถึงมีการออกแบบ tax credit เพื่อสนับสนุนการลงทุนในด้าน R&D ให้มากยิ่งขึ้น มาตราการ ภาษีดังกล่าวมีมูลค่างบประมาณ 858 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรวบรวมความต้องการจากกลุ่มธุรกิจต่างๆ (ที่ล้อบบี้) เช่น การทบทวนให้มีการขยาย tax credit (ซึ่งสิ้นสุดลงในปี 2009) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทา R&D จานวนร้อยละ 20 ขยายแผนงานสนับสนุนเงินด้านพลังงานทดแทนไปอีกหนึ่งปี และให้มี tax credit สาหรับการผลิตเอทานอลในแต่ละท้องถิ่นรวมถึงโครงการด้านพลังงานที่มีประ-สิทธิภาพต่างๆ

ที่น่าประหลาดใจ วุฒิสภาได้ผ่านกฏหมายยกเครื่องอาหารปลอดภัยในประเทศสหรัฐฯ ถึงแม้จะถูก ให้นากลับไปแก้ไขจากสภาผู้แทนเนื่องจากข้อผิดพลาดทางเทคนิคด้านภาษากฏหมาย ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ช่วยชุบชีวิตใหม่ให้กับกฏหมาย FDA Food Safety Modernization Act ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ซึ่งไม่มีการปรับปรุงมานาน และจะทาให้ FDA มีอานาจใหม่ในการคุ้มครองป้องกันการเจ็บป่วยที่เกิดจากอาหารรวมถึงมีอานาจถอดถอนอาหารที่ไม่ปลอดภัยออกจากชั้นวาง และมีบทบังคับให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาแผนการในการป้องกันการปนเปื้อนอาหาร รวมถึงเพิ่มจานวนผู้ตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือการประกอบการด้านอาหารด้วย

มาตรการต่อมา วุฒิสภาได้ผ่านมาตรการการให้อานาจ (อีกครั้ง) แก่ the America Competes Act ซึ่งเป็นกฏหมายที่บัญญัติไว้ในตั้งแต่ปี 2007 และมุ่งเน้นการเพิ่มงบประมาณให้ National Science Foundation-NSF, the National Institute of Standards & Technology-NIST, Office of Scienceของ De-partment of Energy-DoE โดยมาตราการดังกล่าวได้เสนอให้เพิ่มงบประมาณแก่ NSF ร้อยละ 20 NIST ร้อยละ 21 DoE ร้อยละ 22 และเป็นเพียงมาตรการที่เสนอแนวทางการสนับสนุนด้านการเงิน (Funding) สาหรับอนาคต และให้ยืดช่วงเวลาการสนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยงานทั้งสามไปอีก 10 ปีมาตรการดังกล่าวยังเสนอให้หน่วยงานสร้างแผนงานวิจัยใหม่ เช่น ด้าน GreenChemistry ใน NSF หรือ แผนงานการสนับสนุนเงินให้เปล่าในการวิจัยพื้นฐานที่สามารถสร้างทางเลือกในทางเศรษฐกิจ สะอาด และปลอดภัย รวมถึงแนวทางการปฏิบัติที่ดีแก่ผลิตภัณฑ์เคมี รวมถึงเน้นให้ NSF กาหนดนโยบายในการใช้งบประมาณวิจัยอย่างน้อยร้อยละ 5 เพื่อสนับสนุนข้อเสนองานวิจัยที่มีความเสี่ยงสูงด้วย

รัฐบาลที่อยู่ในช่วงวาระ Lame Duck Session ยังผ่านข้อตกลงในเรื่องการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อทาให้รัฐบาลสามารถดาเนินงานได้อย่างราบรื่นมาตรการ ดังกล่าวทาให้หน่วยงานภาครัฐด้านต่างๆ ยังคงได้รับงบประมาณสนับสนุนในปี 2010 รวมถึงการสนับสนุนให้ Homeland Security Department มีอานาจในการ ควบคุมการจัดหาสิ่งอานวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับเคมีและมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยสูง

ที่มา: C & EN, Government & Policy, January 2, 2011

Friday, January 7, 2011

สหรัฐเร่งระดมพัฒนาเครื่องจักรกล และหุ่นยนต์เพื่อการรบ

การพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการรบได้ช่วยให้การทำสงครามมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แม้ว่าในปัจจุบัน เครื่องจักรกลจำนวนมากได้ถูกใช้ในการรบอยู่แล้ว กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังพยายามผลักดัน ให้นำหุ่นยนต์มาใช้ในสงครามมากขึ้น หุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ ได้ถูกออกแบบ และพัฒนาเพื่อการปฏิบัติงาน หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การลาดตระเวน จนถึงปฏิการสังหาร ซึ่งทหารเทคนิคสามารถควบคุมหุ่นยนต์ รบด้วยสัญญาณไร้สายโดยที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในพื้นที่ระยะกระสุน ทหารเทคนิคสามารถควบคุม กล้องวิดีโอตรวจหา และกำจัดคนซุ่มยิงด้วยการยิงติดต่อกันในระยะเวลาอันรวดเร็ว นอกจากช่วยปกป้อง ทหารแล้ว หุ่นยนต์ยังเป็นนักรบที่ไม่เคยถูกหันเหความสนใจไปจากจุดเป้าหมาย ดวงตาจักรกลที่ไม่ต้อง กระพริบตาสามารถตรวจจับได้แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย นอกจากนั้นหุ่นยนต์ก็ไม่เคยมีความหวาดกลัวต่อกระสุน การสำรวจพื้นที่รบโดยอาศัยสายตา ของ หุ่นยนต์ จึงทำให้ทหารมีเวลามากขึ้นในการแยกแยะเป้าหมาย และช่วยลดการเสียชีวิตของผู้บริสุทธ์
ในทางกลับกันปรากฏว่ามีผู้คัดค้านการใช้หุ่นยนต์โดยให้เหตุผลคัดง้างกันว่า การที่หุ่นยนต์ช่วยลด อันตรายแก่ทหาร และลดงบประมาณแก่กองทัพจะส่งผลให้มีการก่อสงครามได้ง่ายมากขึ้น และ ประชาชนผู้บริสุทธ์จะเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น เพราะการแยกแยะศตรู กับผู้บริสุทธ์ทำได้ยาก โดยเฉพาะ เครื่องจักรที่ถูกควบคุมจากทางไกล เช่นการควบคุมการรบในอิรักจากสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตาม ทหารและนักกลยุทธทางการรบ รวมไปถึงนักออกแบบอาวุธยังคงให้การสนับสนุน การใช้นักรบหุ่นยนต์ โดยให้เหตุผลว่าเครื่องจักรกลไม่มีความรู้สึก ดังนั้นหุ่นยนต์จะปฏิบัติตาม กฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และไม่มีการตัดสินใจเพื่อตอบสนองตามความรู้สึก เช่น ความโกรธ หรือความมุ่งร้าย ดังนั้นหุ่นยนต์จึงมีการตัดสินใจที่ดีกว่า ความเชื่อมั่นในหุ่นยนต์ได้รับการพิสูจน์ ในการรบหลายๆ ครั้งของประเทศสหรัฐฯ โดยหุ่นยนต์นักรบได้ช่วยรักษาชีวิตทหารสหรัฐฯ จำนวนมากจากการบุกโจมตีในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม และการเก็บกู้ระเบิดชนิดต่างๆ

แม้ว่าประเด็กถกเถียงนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ กองทัพสหรัฐฯ ก็ยังคงพยายามเพิ่มการใช้เครื่องจักรในสงคราม โดยในปี 2001 รัฐสภาของสหรัฐได้มอบหมายให้กระทรวงกลาโหม เพิ่มปริมาณการใช้ยานพาหนะเพื่อการรบที่ควบคุมโดยสัญญาณวิทยุทางไกลให้ได้ 1 ใน 3 ของยานพาหนะทั้งหมดภายในปี 2015 ในระหว่างนี้ได้มีการพัฒนาที่สำคัญต่างๆ เช่น วิศวกรจาก Boston Dynamics ได้ออกแบบหุ่นยนต์เดินได้เพื่อช่วยทหารขนส่งเครื่องมือทางการรบที่หนักถึง 400 ปอนด์ ไปยังพื้นที่ทุรกันดาร โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวจะติดตามกลุ่มทหารโดยอัตโนมัติ อีกตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขาที่สามารถรักษาการทรงตัว และเคลื่อนที่ได้ทั้งในพื้นที่ลาดชัน หรือพื้นที่ที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็ง

นอกจากนี้ การพัฒนาในปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่อุปกรณ์การรบที่มีขนาดเล็กลง มีน้ำหนักเบาลง และมีพื้นที่ทำลายล้างที่แคบลง แต่มีความแม่นยำมากขึ้น ผู้สนับสนุนโครงการกล่าวว่าความพยายามเหล่านี้เพื่อลดการตายของผู้บริสุทธ์ และทหารของสหรัฐฯ ตัวอย่างผลงานประดิษฐ์ที่น่าสนใจ เช่น หุ่นยนต์มาร์ (Maars – Modular Advanced Armed Robotic System) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์จู่โจมสำหรับเวลากลางคืน เนื่องจากระบบพลังงานของหุ่นยนต์ชนิดนี้ไม่แผ่รังสีความร้อนเหมือนกับร่างกายของมนุษย์ และหุ่นยนต์มาร์ยังใช้ปืนเลเซอร์ในการโจมตี ดังนั้นเครื่องตรวจจับความร้อนจึงไม่สามารถตรวจจับหุ่นยนต์มาร์ได้ การพัฒนาเหล่านี้ส่งผลให้สงครามที่ดำเนินด้วยเครื่องจักรกล และหุ่นยนต์อัตโนมัติจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

ค้นพบจุลินทรีย์ชนิดใหม่ที่ Mono Lake

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก มีวิวัฒนาการของพื้นฐานทางโครงสร้างทางพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอ
(DNA; Deoxyribonucleic acid ) ที่เหมือนกัน ทั้งนี้ ดีเอ็นเอ สามารถพบได้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ทุกชนิด ตั้งแต่จุลินทรีย์ พืช สัตว์ หรือแม้แต่ในมนุษย์ ดีเอ็นเอ ทำหน้าที่บรรจุข้อมูลทางพันธุกรรม
ของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นไว้ และสามารถถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมต่อไปยังลูกหลานได้ ทั้งนี้
ส่วนประกอบที่สำคัญของดีเอ็นเอ คือ น้ำตาล (ประกอบด้วย คาร์บอน และไฮโดรเจน), ฟอสเฟต
(Phosphate) (ประกอบด้วยฟอสฟอรัสและออกซิเจน) และไนโตรจีนัสเบส (Nitrogenous Base)
ที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ส่วนประกอบเหล่านี้รวมกันเรียกว่า เบส (Base) ซึ่งแต่ละเบสจะถูกเชื่อมต่อกันด้วยพันธะที่มีหมู่ฟอสเฟตหรือฟอสฟอรัสเป็นตัวเชื่อม
เกิดเป็นโครงสร้างสายเกลียวคู่ของดีเอ็นเอขึ้น

ปัจจุบัน องค์การนาซ่า (NASA) ค้นพบจุลินทรีย์ชนิดใหม่จากทะเลสาป Mono Lake มลรัฐ-
แคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทะเลสาปแห่งนี้ เป็นทะเลสาปปิด ไม่มีทางออกสู่แม่น้ำหรือ
ทะเล ทำให้เกิดการสะสมของสารต่างๆ ที่เป็นพิษและไม่เป็นพิษขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มผู้วิจัยตรวจพบ
ปริมาณสารอาร์เซนิก (Arsenic) ที่มีปริมาณความเข้มข้นสูงกว่าระดับปกติ ซึ่งโดยทั่วไป
อาร์เซนิกนั้น จัดเป็นสารพิษต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิต แต่จุลินทรีย์ชนิดนี้กลับสามารถดำรงชีวิต
อยู่ได้ และเมื่อทำการวิเคราะห์โครงสร้างดีเอ็นเอของจุลินทรีย์ พบว่า มีส่วนประกอบของอาร์เซนิก
(Arsenic) แทนที่ฟอสฟอรัส ในโครงสร้างของดีเอ็นเออีกด้วย จากการค้นพบครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึง วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่มีการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมที่
สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่
แบคทีเรียชนิดนี้สร้างความประหลาดใจให้กับกลุ่มผู้วิจัยชีวดาราศาสตร์ (Astrobiology) ซึ่งเป็น
กลุ่มผู้วิจัยสิ่งมีชีวิตนอกโลกเป็นอย่างมาก ในปัจจุบัน NASA มีโครงการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต
ชนิดใหม่ หรือสิ่งมีชีวิตที่แฝงเร้นอยู่ภายในโลกแต่ยังไม่มีการค้นพบ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น อาจซ่อนตัวตามแหล่งอาศัยที่เราคาดไม่ถึงหรือมีโครงสร้างทางชีวโมเลกุลที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิต
ปกติที่สามารถพบเห็นได้ และถ่ายทอดพันธุกรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า Shadow
Biosphere อย่างไรก็ตาม NASA ยังไม่สามารถรับรองแบคทีเรียชนิดนี้ ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ เนื่องจากยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์หรือมีผลงานวิจัยรองรับที่เพียงพอ แต่ถือเป็นการค้นพบระบบ วิวัฒนาการแบบใหม่ของสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างของดีเอ็นเอที่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไปบนโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นคว้าและวิจัยสิ่งมีชีวิตนอกโลก
ที่มา: The Washington Post, December 3, 2010

Friday, December 17, 2010

About OSTC (Office of Science and Technology, Washington DC)

Ministry of Science and Technology is formerly known as “Ministry of Science, Technology and Energy” which was established on March 24, 1979 under the AmendmentAct of the Proclamation of Revolutionary Party No 216 Dated September 29, 1972 an announced in Royal Gazette Vol. 96 dated March 23, 1979.
Ministry of Science, Technology and Environment (MOSTE) had 3 main responsibilities : science and technology,environment and energy. MOSTE had its roles and objectives to formulate the national policy on 3 aspects, to implement these policies efficiently and in coordination to bring about the most socio-economic benefits and national stability.

Due to MOSTE's responsibilities on science and technology, environment and energy was not directly related in each field, the mechanism to achieve the objectives of national development was inefficient. MOSTE should restructure the administration to be 3 Ministries: Ministry of Natural Resources and Environment, Ministry of Energy and Ministry of Science and Technology in order to solve the above problem.

The government has restructured the bureaucratic system in October 2002. According to the Bureaucratic Restructuring Act B.E.2545 (Section 5), Ministry of Science, Technology and Environment has changed its name to “Ministry of Science and Technology”

Ministry of Science and Technology consists of 14 organizations: 4 Government agencies, 2 Autonomous agencies, 2 State enterprises, 2 Public organizations and 4 Agencies under transformation to be public organization (see Organization Chart of MOST)